Tag Archives: ประวัติมะละกอเรดเลดี้

ประวัติ มะละกอเรดเลดี้ 786 มะละกอลูกผสม

เรดเลดี้ 786 มะละกอลูกผสม สายพันธุ์คุณภาพ ที่เชียงใหม่

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 17 ฉบับที่ 361

มะละกอ พืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบบ้างบางส่วนจากกระแสข่าวของการตัดต่อพันธุกรรมพืช แต่ก็มิใช่หมายความว่าทุกแปลงปลูกจะเป็นพืชที่ต้องถูกทำลายเพียงเพราะเป็นพืชที่ตัดต่อพันธุกรรม ในส่วนพื้นที่ภาคเหนือก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการปลูกมะละกอกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ ทั้งนี้ เพราะมะละกอเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพอากาศ การดูแลไม่ยุ่งยาก สามารถสร้างรายได้ให้ในระยะเวลาอันสั้นเพียง 6 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้

เรดเลดี้ (RED LADY) มะละกอลูกผสมเบอร์ 786 เป็นมะละกอลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่เปิดตัวสายพันธุ์มากว่า 3 ปีแล้ว มะละกอสายพันธุ์นี้มีจุดเด่นคือ ให้ผลผลิตและติดผลเร็ว ลำต้นสูง 80 เซนติเมตร ก็สามารถติดดอกออกผลได้เร็ว โดยในแต่ละต้นจะมีจำนวนผลดกเฉลี่ย 30 ผล ต่อต้น ลักษณะผลสั้นจนถึงยาวรี น้ำหนักเฉลี่ย 1,500 กรัม – 2,000 กรัม ผลที่เกิดจากต้นตัวเมียจะมีลักษณะกลม-สั้น เนื้อสีส้มแดง เนื้อหนาสีส้มแดง กรอบ กลิ่นหอม ความหวาน 13 บริกซ์ เหมาะสำหรับการรับประทานสุกหรือดิบ ทนทานต่อการขนส่งได้ดี เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเร็ว ต้านทานโรคใบจุดวงแหวน (Ring Spot) ที่เกิดจากไวรัสได้เป็นอย่างดี

จากความต้องการของท้องตลาดที่มีมากในปัจจุบัน ส่งผลให้มีการขยายแปลงปลูกมะละกอเรดเลดี้ มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ยังมีเสียงตอบรับจากเกษตรกรหลายรายที่ต้องการศึกษาและทราบข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกมะละกอสายพันธุ์ลูกผสมอย่างเรดเลดี้ ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ทีมงานดำเนินการศึกษาและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับมะละกอสายพันธุ์ลูกผสมอย่างเรดเลดี้ เพื่อเผยแพร่ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจได้ทราบ

โดย นายสุคนธ์ จีนประดับ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด เล่าให้ทีมงานฟังว่า มะละกอสายพันธุ์นี้ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากประเทศไต้หวัน และมีการเรียกชื่อพันธุ์ตามลักษณะเด่นของมะละกอว่า RED LADY ซึ่งเป็นคำเรียกที่มีภาษาจีนว่า หงเฟย หรือ นางสนมแดง ทำให้มะละกอสายพันธุ์นี้มีชื่อเรียกที่หลากหลาย ซึ่งบางแห่งก็เรียกมะละกอสายพันธุ์นี้ว่า สาวน้อยแก้มแดง และที่สำคัญขอยืนยันว่ามะละกอเรดเลดี้สายพันธุ์ที่ผลิตได้จากบริษัท เป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีการตัดต่อพันธุกรรมแต่อย่างใด จึงเป็นอีกจุดเด่นที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

การขยายพันธุ์และการดูแลรักษา

โดยทั่วไปแล้วมะละกอจะมีอยู่ 3 เพศคือ
1. มะละกอเพศผู้ มะละกอชนิดนี้ไม่สามารถให้ผลผลิตได้
2. มะละกอเพศเมีย มะละกอชนิดนี้ให้ผลผลิตได้ แต่ผลกลม เนื้อบาง
3. มะละกอเพศกะเทย (สมบูรณ์เพศ) มะละกอชนิดนี้ให้ผลผลิตดีที่สุด
สำหรับวิธีการขยายพันธุ์ที่นิยมมากที่สุด แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การเพาะเมล็ดและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การเพาะเมล็ดลงในกระบะทราย เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ทรายที่ใช้ต้องเป็นทรายหยาบ สะอาด และเป็นทรายจืด เพาะเมล็ดโดยเตรียมกระบะไม้หรือกระบะพลาสติกที่มีรูระบายน้ำด้านล่าง รองด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หนึ่งชั้น เททรายลงในกระบะเกลี่ยให้เรียบ ความหนาประมาณ 2-3 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่มทำร่องบนทรายให้ลึก 1.5 เซนติเมตร ห่างกันแถวละ 1.5-2 นิ้ว

เมล็ดมะละกอที่จะหยอดต้องคลุกด้วยยาป้องกันเชื้อรา เช่น Apron 35 wp. คลุกเมล็ดให้เป็นสีชมพูจางๆ จะทำให้ต้นกล้าแข็งแรงไม่เป็นโรคโคนเน่าแล้วจึงโรยเมล็ดในร่องทราย กลบและใช้หลังมือตบเบาๆ ให้ทรายอัดตัว เมื่อเมล็ดงอก ทรายจะช่วยขัดสีไม่ให้เปลือกหุ้มเมล็ดติดต่อกับส่วนยอดของกล้า
เมื่อเพาะเมล็ดประมาณ 6 วัน เมล็ดจะงอก จากนั้นประมาณ 8-10 วัน ควรย้ายกล้าออกจากกระบะทรายลงไปในพลาสติกสีดำที่มีจำนวน 104 หลุม ใส่มีเดีย (วัสดุเพาะปลูกที่ใช้แทนดิน) ลงให้เต็มช่องหลุมได้ฟื้นตัวในเวลากลางคืน และใน 2-3 วันแรกของการเคลื่อนย้ายต้นกล้า ควรพรางแสงต้นกล้าด้วยซาแรน ขนาด 70 เปอร์เซ็นต์ ต้นกล้าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และเมื่อฟื้นตัวดีแล้วจึงย้ายปลูก

มะละกอ เป็นพืชที่มีระบบรากตื้นและกว้าง การเลือกพื้นที่ปลูกจึงควรเลือกพื้นที่โล่งแจ้ง มีแสงแดดตลอดวัน น้ำไม่ท่วมขัง มีการระบายน้ำได้ง่าย มีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดปี มะละกอเป็นพืชที่ลูกดก หากมีธาตุอาหารและให้ปุ๋ยที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ภายใน 1 ปีจะให้ผลผลิตได้มากมาย ปุ๋ยที่สำคัญ ได้แก่ ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราประมาณ 100 กิโลเมตร ต่อไร่ และสูตร 0-46-0 อัตราประมาณ 25 กิโลกรัม ต่อไร่ ปุ๋ยคอก เน้นปุ๋ยมูลไก่ อัตราประมาณ 800-1000 กิโลกรัม ต่อไร่ ธาตุอาหารเสริมที่จำเป็นและต้องใส่เมื่อเตรียมดินครั้งแรกด้วยคือ ธาตุโบรอน ในรูปของสารบอแรกซ์ อัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อไร่

การดูแลรักษา

การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ อย่าให้ขาดน้ำเพราะถ้ามะละกอขาดน้ำต้นอาจชะงักการเจริญเติบโต ไม่ติดดอกออกผล การให้น้ำมะละกอไม่ควรให้น้ำแฉะเกินไป เพราะมะละกอเป็นพืชไม่ชอบน้ำมากแต่ขาดน้ำไม่ได้
การพรวนดิน ควรมีการพรวนดินกำจัดวัชพืช ในช่วงแรกอย่าให้มีวัชพืชรบกวนและต้องมีการกลบโคนต้นในช่วงหลังปลูกประมาณ 1 เดือน การทำไม้หลัก เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากเนื่องจากมะละกอเป็นพืชที่มีลำต้นค่อนข้างอวบ ให้ผลผลิตและมีน้ำหนักมาก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำหลักเพื่อพยุงลำต้นไม่ให้ล้ม ส่วนการไว้ผลและตัดแต่ง การปลูกมะละกอถ้าจะให้ได้คุณภาพผลผลิตที่ดี ควรทำการปลิดผลที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เพราะนอกจากจะแย่งอาหารแล้วยังทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ

ส่วนวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อขยายพันธุ์ของมะละกอเรดเลดี้ เบอร์ 786 จะได้ผลดีและมีคุณภาพมากกว่า เพราะมะละกอเรดเลดี้ เบอร์ 786 เป็นมะละกอที่ผลิตจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งผ่านการคัดเลือกพันธุ์มาอย่างดีจากต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุด ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ผลดก เนื้อสีแดงเข้ม รสชาติหวานหอม ลำต้นเตี้ย ทนทานต่อโรคแมลงเป็นอย่างดี และทุกต้นเป็นดอกสมบูรณ์เพศ นอกจากนี้ ยังทำให้ได้ต้นมะละกอพันธุ์ดี ตรงคุณภาพสายพันธุ์ ให้ผลผลิตสูง ลักษณะของผลมีความสม่ำเสมอ ต้นเตี้ย เมื่อต้นสูงประมาณ 40 เซนติเมตร ก็สามารถติดผลได้ ที่สำคัญเนื้อแน่นทนทานต่อการขนส่งทางไกล

ศัตรูและการป้องกัน
ถ้าพูดถึงศัตรูตัวสำคัญที่เป็นปัญหาในสวนมะละกอที่พบมากที่สุด คือ ไรแดง ซึ่งจะเข้าทำลายโดยการดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของมะละกอ เช่น ใบ ผล ดอก หรือส่วนอ่อนๆ ของพืช มักจะระบาดในช่วงที่มีอากาศร้อนและแห้ง สามารถป้องกันได้โดย เมื่อมีการระบาดให้ตัดหรือเก็บส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัยของไร เผาทำลาย หรือใช้สารเคมีประเภท อะคาร์ เคลเทน ไดฟอน และไอไมท์ โดยใช้ตามคำแนะนำที่ติดอยู่บนฉลากยา
เพลี้ยไฟ เป็นศัตรูที่สำคัญของมะละกออีกชนิดหนึ่ง มีลำตัวขนาดเล็ก เคลื่อนไหวได้เร็วมาก ทำลายโดยการดูดน้ำจากส่วนต่างๆ ของพืช เป็นพาหะของเชื้อไวรัส มักระบาดช่วงฤดูร้อน การป้องกันทำได้โดยการใช้สารเคมีกำจัด ซึ่งต้องเปลี่ยนชนิดของสารอยู่เสมอ ไม่ควรฉีดชนิดใดชนิดหนึ่ง ยาที่ใช้ได้ผลคือ ไดเมทโซเอท คาร์โบซัลแฟน

นอกจากนี้ ยังรวมถึงเพลี้ยอ่อน ซึ่งเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง โดยมีลักษณะการทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนอ่อนของต้นมะละกอ เช่น ใบอ่อน ยอดอ่อน ดอกหรือส่วนอ่อนของลำต้น ที่สำคัญเพลี้ยอ่อนยังเป็นพาหะก่อให้เกิดโรคใบด่าง ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงของมะละกอด้วย
สำหรับการป้องกันโรคใบด่าง เกษตรกรควรระมัดระวังอย่าให้น้ำมะละกอมากเกินไป ทั้งในระยะต้นกล้าและต้นโต ไม่ควรให้ปุ๋ยประเภทไนโตรเจนมากเกินไปเพราะจะทำให้ลำต้นอวบเปราะและหักง่าย และควรหมั่นตรวจแปลงปลูก ถ้าพบต้นที่เป็นโรคให้รีบทำลาย

เทคนิคในการปลูกมะละกอเรดเลดี้
นายสุคนธ์ เผยถึงเคล็ดลับในการปลูกมะละกอเรดเลดี้ว่า ก่อนปลูกเกษตรกรควรเตรียมแปลงปลูกให้มีสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของมะละกอเรดเลดี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความสำคัญกับระบบราก เนื่องจากมะละกอเป็นพืชที่มีระบบรากตื้นและกว้าง การเลือกพื้นที่ปลูกจึงควรเลือกพื้นที่โล่งแจ้ง มีแสงแดดตลอดวัน น้ำไม่ท่วมขัง มีการระบายน้ำได้ง่าย มีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดปี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นการช่วยลดปัญหาของโรครากเน่าและโรครากตื้นได้เป็นอย่างดี การปลูกควรปลูกมะละกอขณะที่ต้นมีขนาดเหมาะสม คือ สูง 10-15 เซนติเมตรไม่ควรนำต้นกล้าที่สูงมากกว่านี้ไปปลูก เพราะมะละกอเป็นพืชที่ออกดอกออกผลตรงซอกก้านใบ ถ้าปลูกจากเมล็ดต้องปลูก 2-3 ต้น ต่อหลุมปลูก 1 หลุม แล้วคัดเลือกเฉพาะมะละกอเพศกะเทยไว้ นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคใหม่ที่สำคัญคือ การปลูกมะละกอจาก Tissue cultur ซึ่งเป็นการปลูกที่ทุกต้นจะเป็นเพศกะเทยเหมือนกันหมด แต่ถ้าจะให้ดีต้องทำให้ใบเขียวเข้ม โดยใส่ปุ๋ยขี้ไก่อย่างเพียงพอ และต้องไม่ละเลยการใส่ปุ๋ยเคมีซึ่งต้องให้อย่างสม่ำเสมอ ควรมีการใช้พลาสติกคลุมดินเพื่อป้องกันแมลงและวัชพืช ที่สำคัญต้องให้ธาตุโบรอน (Boron) หากขาดธาตุอาหารนี้จะทำให้ยอดเหลืองซีด

เคล็ดลับเด็ดๆ ของการปลูกมะละกอเรดเลดี้
การปลูกมะละกอเรดเลดี้ให้ได้ผลสำเร็จ นอกจากจะมีเทคนิคและวิธีการปลูกที่เหมาะสมแล้ว ยังมีเคล็ดลับเด็ดๆ อีกด้วย โดยเฉพาะการรักษาใบมะละกอและส่วนยอดให้ดีที่สุด ห้ามเด็ดทิ้ง ควรเร่งให้มะละกอโตเร็วที่สุดในขณะที่ต้นเตี้ย โดยการเสริมปุ๋ยและธาตุอาหารอย่างพอเพียง และต้องให้มะละกอได้รับแสงอย่างพอเพียงตลอดทั้งวัน ประการสุดท้าย เกษตรกรควรเริ่มปลูกในเดือนมีนาคมของทุกปีเพื่อให้มะละกอสามารถออกผลในช่วงฤดูฝน
แนวทางการพัฒนาสายพันธุ์มะละกอเรดเลดี้

สำหรับแนวทางการพัฒนาสายพันธุ์มะละกอเรดเลดี้ ของทางบริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ขณะนี้อยู่ในช่วงดำเนินการทดสอบการปลูกมะละกอเรดเลดี้ ด้วยการกางมุ้ง จำนวน 2 ไร่ ซึ่งดำเนินการทดลองปลูกมาตั้งแต่เดือนเมษายน เหตุที่ปลูกกางมุ้งเพื่อต้องการศึกษาความเปลี่ยนแปลงจากการปลูกในพื้นที่โล่งที่มีแสงแดดจัด และเป็นการป้องกันแมลงรบกวนด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นการเปรียบเทียบอุณหภูมิของการปลูกมะละกอเรดเลดี้กางมุ้งกับภายนอก ซึ่งมีความแตกต่างกันมากถึง 7 องศาเซลเซียส คาดว่าจะได้ผลการเปรียบเทียบต่างๆ จากการทดลองครั้งนี้ราวเดือนตุลาคม 2548 หากมีผลดีมากกว่าการปลูกแบบปกติโดยทั่วไป น่าจะเผยแพร่ให้เกษตรกรได้
ศรีวิจิตรา มีนางัว

Advertisements